Description Tag ที่เหมาะสมสำหรับการทำ SEO ควรมีจำนวนกี่ตัวอักษร ?

Description Tag ที่เหมาะสมสำหรับการทำ SEO ควรมีจำนวนกี่ตัวอักษร ?


        บทความนี้เป็นภาคต่อจาก Title Tag ที่เหมาะสมสำหรับการทำ SEO ควรมีจำนวนกี่ตัวอักษร ? ซึ่ง Description ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเมื่อใดที่มีผู้ค้นหาผ่าน Google Search ผลลัพธ์ที่นำมาแสดงให้ผู้ค้นหาเห็น Google จะนำ Title Tag และ Description Tag มาแสดงให้ผู้ค้นหา  หากเราใส่สั้นไปคนที่เค้า Search เจอเว็บเราก็ไม่เข้าใจว่าเว็บคุณมีข้อมูลอะไรใช่ที่เค้าต้องการรึเปล่า อาจจะทำให้พลาดและทำให้ผู้ที่กำลังค้นหาไม่คลิกเข้ามาในเว็บของเราก็ได้  ในทางกลับกันใส่ยาวไปก็เยิ่นเย้อ ส่วนที่ยาวก็โดนตัดออก  เพราะฉนั้นแบบไหนล่ะที่เรียกว่าพอดี....... เรามาดูกันดีกว่า


        ถ้าใครอ่านยังไม่อ่าน  Title Tag ที่เหมาะสมสำหรับการทำ SEO ควรมีจำนวนกี่ตัวอักษร ?  แนะนำให้อ่านก่อนเลยครับเพราะมันเกี่ยวเนื่องกัน ทฤษฏีเดียวกัน แตกต่างกันนิดหน่อย เรามาดูรูปภาพกันก่อน เพื่อที่เวลาอธิบายแล้วจะได้เข้าใจ (เห็นภาพ)


ขนาดการแสดงผลของ Google Search Engine

        จากภาพจะเห็นได้ว่า ผลการค้นหา จะไม่ใหญ่ไปกว่า Ads ด้านบนของ Google ซึ่งตัวกรอบนี้มีความกว้าง 512Pixel ซึ่งส่วน Description ที่แสดงนั้น จะไม่กว้างกว่ากรอบ Ads ( 512Piexl ) แน่นอน ถ้ายาวกว่ากรอกนี้ จะถูกต้ดให้ขึ้นบรรทัดใหม่ สรุปให้เข้าใจดังนี้ 


1. Description Tag จะใช้ตัวอักษรมาเป็นตัวกำหนดว่า Max เท่าไหร่ Min เท่าไหร่ ไม่ได้เลย

2. Description Tag ภาษาอังกฤษ และ ภาษาไทย จะไม่เหมือนกัน เพราะ ภาษาไทยมีวรรณยุกต์ มีสะระ

3. Description Tag ความยาวที่เหมาะสมคือ ต้องลองพิมพ์ดู และลองวัดความยาวดูไม่ยากกว่า 512px ของหน้าจอ

4. หาก Description Tag มีความยาวเกิน (ยาวเกินกว่า 512px) ผลการค้นหาส่วนเกินนั้น จะโดนตัดให้ขึ้นบรรทัดใหม่

5. Description Tag ต่อเราพิมพ์ให้ยาวแค่ไหนจะแสดงไม่เกิน 2 บรรทัด

6. Description Tag ที่ยาวเกินกว่า 2 บรรทัดจะถูกตัดออก และ แทนที่ด้วยเครื่องหมาย ...


        ทีนี้เรามาดูวิธีทดสอบ Description ของเรากันดีกว่า ว่ายาวไป หรือ สั้นไป โดยเราจะใช้วิธีที่เรียกว่า การ "Inspect" หากใครเคยอ่านบทความเรื่อง  Title Tag ที่เหมาะสมสำหรับการทำ SEO ควรมีจำนวนกี่ตัวอักษร ?  ก็จะเข้าใจแล้วทำตามบทความนี้ได้ไม่ยาก


วิธีใส่ Description Tag ให้ถูกต้องเพื่อให้ได้ผลทาง SEO สูงสุด

1. เปิด Google Chrome Browser ขึ้นมา

2. เข้าเว็บ Google : https://www.google.co.th

3. พิมพ์ ในช่องค้นหา แล้วกดค้นหา แต่นะนำให้พิมพ์ site:ตามด้วยชื่อโดเมนคุณเอง  เช่น site:www.maimem.com

4. Google จะแสดงผลการค้นหา

5. ให้คลิกขวาตรงพื้นที่ว่าง แล้วเลือก "Inspect Element" (ดูภาพประกอบ)


วิธีการใช้ Inspect Element

6. ด้านล่างของ Google Chrome Browser จะปรากฏเครื่องมือสำหรับการ "Inspect"

7. ให้เราคลิกที่รูปแว่นขยาย 1ครั้ง (ดูภาพประกอบ)


วิธีการ Inspect Element

8. ให้คลิกที่ Description ของเว็บเรา อันไหนก็ได้เลือกเอาสักอัน (ดูภาพประกอบ)


วิธีการ Inspect Element เพื่อแก้ Description Tag

9. ทีนี้เลื่อนลงมาดูด้านลางตรง "Inspect Tool" ของเรา จะเห็นว่า HTML ของ Description ได้ถูกทำไฮไลท์ ให้เราคลิกขวา ตรงแถบสีน้ำเงินที่โดนไฮไลท์ไว้ แล้วเลือก "Edit as HTML" (ดูภาพประกอบ)


วิธีการ Inspect Element เพื่อแก้ Description Tag

10. จะแสดง HTML เพื่อให้เราทำการแก้ไขได้ (ดูภาพประกอบ)


วิธีการแก้ Description Tag

11. ให้เราทำการแก้ไขข้อความที่อยู่ภายใต้ .....

12. เมื่อทำการแก้ไขเสร็จแล้ว ให้คลิกตรงส่วนไหนก็ได้ นอกกรอบ Edit HTML เพื่อทำการออกจากโหมดแก้ไข  (Edit as HTML ) แล้วดูผลลลัพธ์ และ อย่าให้ตกลงมาเกิน 2 บรรทัด


แนะนำเพิ่มเติม

        Description Tag ไม่ควรเว้นว่าง และ ไม่ควรใส่เล่นๆ เพราะคิดว่าค่อยมาเปลี่ยนเอาทีหลัง  ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างมาก เพราะเมื่อ Google Index หน้า Page ของเราไปแล้ว หากเรามีการแก้ไข Title Tag หรือ Description Tag อีกนานเลยกว่า Google จะอัพเดทให้

  • 09 พฤศจิกายน 2557

  • โดย Admin

  • maimem.com

  • 1 ความคิดเห็น

แชร์บทความนี้

ความคิดเห็น

02 มีนาคม 2558 12:27

ผมใช้วิธีพิมพ์ข้อความลงใน Twitter ให้มันวัดให้ครับ เช่นถ้าเป็นภาษาอังกฤษมันยาวจะไม่เกิน 140 ตัว ดูในช่องค้นหาแล้วมันจะแสดงได้พอดิเป๊ะมาก


แสดงความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

เข้าระบบด้วย Google

ผู้สนับสนุน